บทความที่ 4: เปิด 8 เทรนด์ผู้บริโภค 2013 ยุคทองเอเชีย..กังนัม-Line สุดฮิต

1. จากไร่สู่โต๊ะอาหาร : จากกระแสเรื่องการดูแลสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคใส่ใจกับสิ่งที่ตนเองรับประทานเป็นอย่างมาก จนกระทั่งในปัจจุปัน ผู้บริโภคจะเริ่มลงลึกไปถึงกระบวนการผลิต ใส่ใจความมีประโยชน์ของส่วนผสม กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม สิ่งที่จะได้เห็นมากขึ้นคือการเล่าเรื่องปรัชญาของแบรนด์ และแนวโน้มนี้ไม่ได้อหยุดแค่อาหาร แต่ยังรวมถึงสินค้าอื่นๆ ด้วย

2. ยุคแห่งการผสมผสานด้านวัฒนธรรมและความคิด :ในยุคที่นวัตกรรมและโลกดิจิตอลได้สร้างนิยามใหม่ให้กับ “ความแปลกใหม่” ในสังคม ผู้บริโภคได้สัมผัสกับมิติใหม่แห่งการผสมผสานทางวัฒนธรรม การประยุกต์ศิลปะ และการร่วมกันสร้างสินค้าและบริการที่มีความเฉพาะตัวโดยแบรนด์และผู้บริโภค แบรนด์จะทำให้สิ่งที่ไม่เคยทำ จับมือกับกลุ่มศิลปินเพื่อสร้างสรรค์งานใหม่ๆ

3. เยียวยาอารมณ์ด้วยกลิ่นสัมผัส : ความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้บริโภคมองหาหนทางคลายเครียดด้วยวิธีต่างๆ เราคาดการณ์ว่า ในปีหน้านี้ เราจะได้เห็นสินค้าและบริการแปลกใหม่ ที่เน้น“การสร้างความรู้สึกเหมือนฝันด้วยประสาทสัมผัส” โดยประสาทสัมผัสที่น่าจะได้รับการกระตุ้นที่สุด คือ “กลิ่น”

4. สวรรค์แห่งการช็อป : เมื่อผู้บริโภคในเมืองใหญ่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนและการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีค้นหาตำแหน่งกันมากขึ้น จนทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน

5. ยุคแห่งการเติมเต็มจินตนาการ : “จงคาดหวังในสิ่งที่ไม่คาดฝัน” คือคอนเซ็ปต์ของนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เราจะได้เห็นในปี 2556 เทคโนโลยีที่จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะพัฒนามาเพื่อการใช้งานของผู้คนในปัจจุบัน ทว่ายังจะพัฒนาเพื่อก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดเดิมๆ อีกด้วย

6. ยุคทองของเอเซีย : จากความสำเร็จของสุดยอดเพลงดังแห่งยุคอย่าง กังนัม สไตล์ และปรากฎการณ์แอพลิเคชั่นยอดฮิตอย่าง LINE กับการใช้สติกเกอร์เก๋ๆ หรือการนำส่วนผสมของเอเซียมาใช้กับสินค้าหลากหลายประเภท

7. การสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง : จากการสำรวจกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ รวมไปถึงความนิยมในอุปกรณ์สร้างแรงบันดาลใจอย่าง Pinterest Instagram หรือ Nike Fuel เห็นได้ว่า ผู้คนทุกวันนี้มองหาความคิด หรือข้อความที่จะสร้างแรงบันดาลใจในแต่ละวัน ผู้บริโภคใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในการทำให้ชีวิตในแต่ละวันมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

8. องค์กรเพื่อโลก : การที่แบรนด์ต่างๆ ให้ความสำคัญกับการทำความดี รวมไปถึงการร่วมมือกับองค์กรไม่หวังผลกำไร ผนวกกับความต้องการในการ “สร้างความแตกต่าง” ให้กับสังคมของผู้บริโภค โดยกิจกรรมและการสื่อสารที่ทำจะออกมาในรูปของ Corporate ไม่ใช่แค่ CSR แบบเดี่ยวๆ อีกต่อไปแล้ว

 

แหล่งที่มาข้อความ: App Positioning Digital Magazine

Advertisements

ใส่ความเห็น

บทความที่ 3: Logistics และขนส่งในไทยเมื่อเข้าสู่ AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

เนื่องจากไทยทีทำเลที่ตั้งอยู่ตรงกลางของ ASEAN ซึ่ง แน่นอนว่าเราจะเป็นตัวเด่นในด้านการขนส่ง logistics เช่น ขนส่งทางเรือ ทางรถ ธุรกิจชิปปิ้ง (ตัวแทนออกของ)  ธุรกิจเหล่านี้น่าจะขยายตัวได้ค่อนข้างแน่เมื่อถึง ปี 2558 ซึ่ง AEC จะเปิดเต็มรูปแบบ และต่างชาติสามารถเข้ามาถือหุ้นธุรกิจในไทยได้ในสัดส่วนที่สูง

 รูปแบบธุรกิจ logistics ที่จะเกิดขึ้นนั้น อีกมุมนึงก็น่าห่วง โดยประเทศสิงคโปร์ที่มีความชำนาญ อาจเข้ามาเปิดธุรกิจแข่งในรูปแบบการบริการ ตัวกลางต่างๆ ที่เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ส่วนมาเลเซียอาจจะเข้ามาลงทุนเรื่องขนส่งจริงๆ   ส่วนบริษัทขนาดกลางและเล็กของ สิงคโปร์และมาเลเซียเอง อาจเข้ามาร่วมทุนกับผู้ประกอบการธุรกิจไทย    ทำให้มีการแ่ข่งขันกันมากขึ้น ธุรกิจรายเล็กๆ อาจอยู่ไม่ได้ต้องปิดกิจการลง หรือต้องรีบปรับตัวให้ทันรับ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมาถึง

  อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการธุรกิจ logistic ทั้งหลายก็ต้องเตรียมตัว ด้านการบริหารจัดการให้ดีโดยเตรียมบุคลากรให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารให้ได้ เพราะการขนส่งจะมีการข้ามประเทศมากขึ้น โดยภาษาที่ใช้จะเป็นภาษาอังกฤษเป็นสำคัญ มิเช่นนั้น ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมไม่พออาจจะประกอบธุรกิจด้วยความยากลำบากได้

อ้างอิงจาก    ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ใส่ความเห็น

บทความที่ 2: พลังงานทางเลือก นวัตกรรมทางรอดใหม่ที่คนไทยก็คิดได้

  การใช้พลังงานทางเลือกของไทย ถือว่าอยู่ในขั้นเริ่มต้น นโยบายด้านพลังงานขึ้นอยู่กับภาวะการเมือง การดำเนินนโยบายไม่ต่อเนื่อง การเข้าไปส่งเสริมเอกชนพัฒนาด้านเทคโนโลยีพลังงานควรทำอย่างจริงจัง จะทำให้สามารถพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่นำมาใช้จริงได้ ขณะที่นโยบายพลังงานทางเลือกของไทยที่ผ่านมา การแก้ปัญหายามเกิดวิกฤตราคาน้ำมันก็ยังคงซ้ำซากอยู่ เมื่อราคาน้ำมันแพงก็รณรงค์ให้ประชาชนประหยัด คิดค้นพลังงานทางเลือกมาทดแทน ครั้นราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำก็ล้มเลิกโครงการ พอเกิดวิกฤตใหม่ก็ปัดฝุ่นขึ้นใหม่อย่างนี้เรื่อยๆ

ข้อเสนอแนะในการพัฒนาพลังงานทดแทนสำหรับภาคขนส่ง
อีโคคาร์  ควรเร่งให้มีการผลิตทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล เพื่อทั้งตลาดในประเทศและประเทศสมาชิกในเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Ares, AFTA) เนื่องจากอีโคคาร์กินน้ำมันน้อย และปล่อยมลพิษต่ำ
แก๊สโซฮอล์  การใช้แก๊สโซฮอล์ (gasohol) ที่ผสมเอทานอลร้อยละ 20, อี 20 ทั่วประเทศ น่าจะทำได้ ถ้ามีมาตรการส่งเสริมการผลิตเอทานอล ให้มีปริมาณพอสำหรับ อี 20 และควรยกเลิกการใช้เบนซิน 91 และ 95 ในที่สุด
การใช้แก๊สโซฮอล์ อี 85 ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสม เนื่องจากยังมีจุดอ่อนที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการผลิตเอทานอลจะได้พลังงานสุทธิต่ำ และยังมีปริมาณไม่พอ ปริมาณอัลดีไฮด์จากการเผาไหม้จะสูงขึ้นมาก และประเทศในเขตการค้าเสรีอาเซียนไม่ใช้เครื่องยนต์ อี 85 จึงอาจสร้างปัญหาให้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ
การกลั่นเอทานอลให้เข้มข้นในระยะต้นด้วยแสงอาทิตย์ ซึ่งได้มีการพัฒนาแล้วในประเทศ ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตเอทานอลบริสุทธิ์
ไบโอดีเซล  เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซล รุ่นยูโร 4 ใช้น้ำมันน้อยและปล่อยมลพิษน้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซิน จึงควรเร่งส่งเสริมการใช้ บี 5 ทั่วประเทศ โดยการขยายผลผลิตน้ำมันปาล์มและน้ำมันพืชอื่น เช่น สบู่ดำ ซึ่งมิได้เป็นพืชอาหาร เพื่อนำมาผลิตไบโอดีเซล ทั้งโดยพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) และการดัดแปลงพันธุกรรม (Genetic Modification,GM)
พลังงานทางเลือกอื่น ๆ  สนับสนุนการนำเข้ารถยนต์ไฮบริด (hybrid) ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ดัวยการลดภาษีให้ต่ำพอ , ส่งเสริมให้ผลิตรถยนต์ไฮบริด แบบปลั๊กอิน ( plug-in) ในประเทศ , ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน ในประเทศ , ศึกษาความเหมาะสมของเซลเชื้อเพลิงในระยะยาว,เปลี่ยนโครงสร้างภาษีรถยนต์โดยใช้การกินน้ำมันและปริมาณมลพิษที่ปล่อยเป็นหลัก , กำหนดภาษีคาร์บอน เพื่อนำมาสนับสนุนพลังงานทางเลือก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
– หนังสือ Transport Management ,Transportation Strategy,ประชาคมวิจัย ฉบับพิเศษที่ 12 ,แบตเตอรี่เก็บพลังงานแห่งอนาคต,http://oilsolution.net/solution/001.htm,http://www.motortrivia.com/section-bizzes-news-02/362-gm-master-stroke/gm-master-stroke.html

ใส่ความเห็น

บทความที่ 1: Line Application เข้าถึงตลาดโดนใจทุกคน

Line ไม่ใช่แค่เครื่องมือในการสื่อสารกันระหว่างบุคคลอีกต่อไปแล้ว แต่ Line คือหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารทางการตลาด ที่นักการตลาดใช้สื่อสารกับผู้บริโภค เพียงไม่กี่เดือนของการเปิดตัวระบบสติ๊กเกอร์ สามารถขายสติ๊กเกอร์ได้แล้วถึง 350 ล้านเยน คิดเป็นเงินไทย 140 ล้านบาท ปัจจุบัน Line มีคนใช้งานมากกว่า 45 ล้านคนทั่วโลก เรียกได้ว่า เติบโตเร็วกว่า เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ซะอีก
สิ่งที่ Line เหนือกว่าคู่แข่งอื่นๆ คือการมี Application ในกลุ่มเดียวกันออกมา ไม่ว่าจะเป็น Line Camera, Line Card Card Electronic, Line Brush Application ที่สำคัญ Line ยังโทรหากันได้ผ่าน Application Line ได้ฟรีเพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ Line แซงหน้า WhatsApp
สำหรับประเทศไทยธุรกิจที่ใช้ Line เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดเจ้าแรกๆ ที่เห็น คือ เอไอเอส(สติ๊กเกอร์น้องอุ่นใจ), ซีพี (สติ๊กเกอร์พี่เซฟ & น้องเกี๊ยว), ไทยแอร์เวย์ที่ให้บริการดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์น่ารักไม่แพ้รายอื่นพร้อมทั้งใช้ Line เป็นช่องทางสื่อสารการตลาดเหมือนเจ้าอื่นๆ แต่อาจนิ่งไปซะหน่อยทำให้ไม่เห็นความเคลื่อนไหว
Line ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาด แต่ยังเป็นช่องทางการติดต่อสำหรับผู้มีชื่อเสียง อาทิเช่น ดารา นักแสดง กับแฟนคลับได้อีกด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้ Line เป็นช่องทางใหม่ในการทำตลาดทั้งของ สินค้า แบรนด์ บุคคล ที่นำไปใช้สื่อสารให้ถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ
สำหรับการทำตลาดผ่าน Digital Media ในปี 2556 เชื่อว่าต้องมีรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ Sticker ใน Line แต่ต้องมี Brand Community หรือ Crowdsourcing คือรูปแบบคล้ายๆ กับการแชต แต่จะมีการเก็บข้อมูลและนำไปใช้ปรับปรุงเพื่อตอบสนองให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า

ใส่ความเห็น

วิธีคำนวณดินถม

การคำนวณ ถมดินสร้างบ้าน
มาตราวัดพื้นที่ไทย

1 ไร่ = 4 งาน

1 งาน = 100 ตารางวา

ดังนั้น 1 ไร่ = 400 ตารางวา

1 ตารางวา = 4 ตารางเมตร = 2 เมตร x 2 เมตร

1 ตารางเมตร = 1 เมตร x 1 เมตร

ดังนั้น ที่ดิน 1 ไร่ จะเท่ากับ 1,600 ตารางเมตร

 

ตัวอย่าง (การคำนวณขนาดพื้นที่)

พื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา

1 ไร่ = 4 งาน = 400 ตารางวา

2 งาน = 200 ตารางวา

1 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา = 400 + 200 + 95 = 695 ตารางวา (หรือเท่ากับ 695 x 4 = 2,780 ตารางเมตร)

 

ตัวอย่าง (การคำนวณปริมาณดินที่ต้องใช้)

ถ้าต้องการถมดิน พื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา ถมสูงจากดินเดิม 1.2 เมตร

จะใช้ดิน 2,780 x 1.2 เมตร = 3,336 คิว

นำจำนวนคิวที่ได้มา คูณกับราคาที่ตกลงไว้ ขึ้นอยู่กับการตกลง

 

ขั้นตอนเสนอราคา เรามีวิธีการตรวจสอบราคา ก่อนตัดสินใจดังนี้

  • หาข้อมูลกลับไปว่า ถ้าว่าจ้างแบบเป็นคิว หรือ เป็นคันรถ ราคาในการถมพร้อมบดอัด ตกคิวละเท่าไร
  • เมื่อได้ราคาต่อคิวแล้ว เรามีวิธีการตรวจสอบปริมาณในการถมดินในที่ดินของเรา ดังนี้
  • แปลงที่ดินของเรา จากตารางวา เป็นตารางเมตร โดยการ เอา 4 คูณจำนวนตารางวา เช่นที่ดิน 100 ตารางวา คูณ 4 จะได้ 400 ตารางเมตร
  • ถ้าถมสูง 1 เมตร เอาความสูง คูณ จำนวนตารางเมตร ในที่นี้ คือ เอา 1 x 400 = 400 คิว เผื่อบดอัดด้วยรถแทรกเตอร์ ประมาณ 20 % (80 คิว) ดังนั้นจำนวนดินที่จะใช้จริง คือ 480 คิว
  • ถ้าถมสูง 1.5 เมตร เอาความสูง คูณ จำนวนตารางเมตร ในที่นี้ คือ เอา 1.5 x 400 = 600 คิว เผื่อบดอัดด้วยรถแทรกเตอร์ ประมาณ 20 % (120 คิว) ดังนั้นจำนวนดินที่จะใช้จริง คือ 720 คิว
  • ดินที่เหมาะที่จะนำมาใช้ถม ควรจะ เป็นดินท้องนา ในกรณีที่ที่ดินที่จะถม มีบ่อ หรือหลุมลึก ควรใช้ทราย เพื่อป้องกันการทรุดตัว เพราะเนื้อทรายละเอียดกว่า
  • ระดับที่จะถมตกลงให้ชัดเจน โดยอาจจะทำเครื่องหมายไว้ที่ที่ดินของเรา ส่วนการบดอัดเป็นอย่างไร บดอัดแน่นแค่ไหน
  • หลีกเลี่ยงการถมดินหน้าฝน เพราะช่วงหน้าฝนจะทำงานลำบาก และหาดินที่มาถมยาก

ที่มาแหล่งข้อมูล http://www.selectcon.com

ใส่ความเห็น

ชนิดของหิน

หินคลุกดิน

หินคลุกดิน

 

หินคลุก ใช้ในงาน ทำถนนและงานบดอัดทั่วไป ข้อดีของหินคลุก คือ มันไม่ละลายน้ำ และไม่พองตัวแบบดินเหนียวถึงแม้จะเป็นฝุ่นก็ตาม ทำให้มีการยุบตัวหลังจากการบดอัดน้อย

 

 

 

 

 

 

 

หินคลุกสเป็ค

หินคลุกสเป็ค

 

หินคลุกสเป็ค สำหรับงาน อัดพื้นถนน งานบดอัดที่มีความหนาแน่นสูง

ใส่ความเห็น

รถสิบล้อพ่วง

83-196784-244984-561984-615984-7119

ใส่ความเห็น